30 ตุลาคม 2556

เด็กอ่อนวัย 12 เดือน หรือ 1 ปี

โดย Momypedia


หนูน้อยอายุครบปีกลายเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็กที่วุ่นวายอยู่กับการสำรวจโลกอยู่ทั้งวัน ทำให้เวลานอนก็ไม่ยอมนอน เวลากินก็มักจะปฏิเสธ ทำให้คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีลูกล่อลูกชนอยู่เสมอ อีกทั้งต้องระวังเรื่องความปลอดภัย เพราะเขาจะสามารถเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วบ้านได้แล้ว

พัฒนาการทางร่างกายและการส่งเสริม :: เมื่อลูกอยู่ที่บ้านอาจจะเดินเล่นได้อย่างเพลิดเพลิน เพราะว่าอยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคย สามารถเดินชะลอเพื่อสำรวจสิ่งที่ตนเองสนใจ และสามารถหยุดมอง นั่ง และเล่นได้อย่างเบิกบานมีความสุข เพราะว่าเขาสามารถเคลื่อนตัวเองไปยังจุดที่น่าสนใจได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงใคร แต่เมื่ออยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยลูกอาจจะไม่ยอมเดิน อยู่เกาะติดกับคุณแม่ และมีความรู้สึกกลัวเข้ามาแทรกทั้งๆ ที่อยู่บ้านเคยทำได้ อย่างเช่น จะคลานแทนทั้งๆ ที่เคยเดินได้คล่องแคล่ว  ลูกสามารถใช้มือทั้งสองข้างได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว โดยเฉพาะนิ้วโป้งและนิ้วชี้ที่จะสามารถหยิบของต่างๆ ได้เต็มมือ มีการหยิบวางอย่างบรรจงและแม่นยำ ถือของต่างๆ ได้เหนียวแน่นและตกยาก

พัฒนาการทางร่างกายของทารกวัย 12 เดือนที่เด่นชัด ได้แก่

  • ยืนได้เอง และยืนได้ตรง
  • ย่อตัวลงนั่งได้แข้งขัน
  • เดินได้ แต่ก็ยังชอบคลาน
  • ชอบคลานขึ้นลงบันได
  • ใช้มือขณะเดินได้ อย่างเช่น เดินไปพร้อมกับเล่นของเล่น เดินพร้อมกับโบกมือ
  • ชอบใช้มือข้างเดียว และอีกข้างก็สามารถทำอย่างอื่นได้
  • ใช้นิ้วชี้สิ่งของและผลักของ
  • ถอดเสื้อผ้าออกได้เอง
  • ชอบเปิดฝากล่องและฝาขวด
  • ทำท่าเหมือนว่ายน้ำในอ่างอาบน้ำ


พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจ และการส่งเสริม :: ลูกจะเริ่มกลับมาติดแม่อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมข้างนอก การติดแม่แจในวัยนี้ลูกจะไม่ยอมเล่นกันใคร จนทำให้คุณแม่หลายคนคิดมาก แต่พฤติกรรมนี้จะค่อยๆ หายไปเองเมื่อโตขึ้น ลูกจะรู้สึกว่าเริ่มอยู่ได้เมื่อปราศจากแม่ เขาจะปรับตัวและจัดการอารมณ์ของตนเอง เพื่อนำไปสู่พัฒนาการทางอารมณ์ที่จะเข้มแข็งขึ้นทีละน้อย โดยเฉพาะเวลาที่ลูกโกรธหรือโมโห ต้องปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้อารมณ์ตรงนี้และสงบได้ด้วยตนเอง

พัฒนาการทางอารมณ์ จิตใจของทารกวัย 12 เดือนที่เด่นชัด ได้แก่

  • มีปฏิกิริยารุนแรงเมื่อจับแยกจากแม่
  • มีอารมณ์ขัน
  • มีอารมณ์แห่งการปฏิเสธมากขึ้น อย่างเช่น ไม่กิน ไม่ไป
  • ยืนยันความต้องการของตนเอง

พัฒนาการทางภาษาและการส่งเสริม :: ลูกยังไม่สามารถพูดเป็นภาษาได้ แต่ก็สามารถฟังคุณพ่อคุณแม่และแปลความหมายที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างแม่นยำ การพัฒนาด้านภาษาของลูกขึ้นอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ โดยพูดและอธิบายให้ลูกฟังบ่อยๆ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ โดยเริ่มจากของใกล้ตัวที่สุดคืออวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเขา อย่างเช่น มือ เท้า ท้อง เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์ และรู้จักบอกความต้องการของตนเองได้ โดยเฉพาะเมื่อตนเองเกิดเจ็บปวดขึ้นมา

พัฒนาการทางภาษาของทารกวัย 12 เดือนที่เด่นชัด ได้แก่

  • จับโทนเสียงบ่งบอกอารมณ์ได้
  • พูดเสียงอื่นๆ ได้มากขึ้น
  • พยายามพูดเสียงต่างๆ บางครั้งใช้การแผดเสียงเพื่อเรียนรู้ลำดับของโทนเสียง
  • พัฒนาการเด็ก


พัฒนาการทางสังคมและการส่งเสริม :: แม้ลูกจะมีความผูกพันกับคุณแม่มาก แต่กลับมักออกฤทธิ์และมีพฤติกรรมที่ไม่น่ารักออกมาเมื่ออยู่กับคุณแม่ ราวกับว่าไม่กลัวใครเมื่อมีคุณแม่อยู่ด้วย อย่างเช่น ชอบตีพี่เลี้ยง สั่งอะไรก็ไม่ยอมทำ เป็นต้น กลับกันคุณจะเห็นว่าเมื่อฝากลูกไว้กับคุณตาคุณยายหรือพี่เลี้ยงเพียงลำพังโดยที่คุณแม่ไม่ได้อยู่ด้วย ก็มักจะได้ยินเสียงบอกเล่าว่าลูกเป็นเด็กน่ารัก ให้ทำอะไรก็เชื่อฟัง แต่พอมาอยู่กับคุณแม่อีกครั้งกลับเป็นเหมือนเดิม สั่งอะไรก็ไม่ยอมทำตามแถมอาจจะก้าวร้าวอีกด้วย พฤติกรรมนี้จะค่อยๆ หายเมื่ออาการติดแม่มีน้อยลงไปเมื่อเขาโตขึ้น

พัฒนาการทางสังคมของทารกวัย 12 เดือนที่เด่นชัด ได้แก่

  • แสดงอารมณ์มากขึ้น และเข้าใจอารมณ์คนอื่นมากขึ้น
  • ระแวงคนแปลกหน้าและสถานที่ใหม่ๆ
  • เข้าใจการเล่นเกมง่ายๆ เป็นกลุ่ม
  • ใครขอของเล่นก็จะให้บ้าง
  • บางครั้งก็แยกตัวเล่นคนเดียว
  • จะทำสิ่งต่างๆ ได้ดีเมื่อมีคนชมเชยอยู่ข้างๆ

พัฒนาการทางสมองและการส่งเสริม :: เมื่อลูกมีพลังงานเยอะเหลือเฟือและโลกใบใหม่ก็น่าสนุกและน่าเรียนรู้ ทำให้เจ้าหนูวัยนี้ส่วนใหญ่นอนยาก และไม่ชอบที่จะเข้านอนสักเท่าไร ทั้งๆ ที่การนอนเป็นส่วนหนึ่งการพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และผลิต Growth Hormones ออกมาเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นหากอยากให้ลูกแจ่มใสคุณพ่อคุณแม่จะต้องจัดตารางเวลาการนอนของลูกให้ดี รวมทั้งสร้างบรรยากาศการนอนที่เป็นสุข ไร้แสงสว่างกวนตาและเสียงรบกวนด้วย

พัฒนาการทางสมองของทารกวัย 12 เดือนที่เด่นชัด ได้แก่

  • ชอบจับของแยกออกจากกัน อย่างเช่น แกะห่อของเล่น
  • เรียนรู้เรื่องการแทนที่ การหมุน และการกลับหัวกลับท้ายของสิ่งของ
  • ค้นหาของเล่นที่มองไม่เห็น แต่จำได้ว่ามีอยู่
  • จดจำเหตุการณ์ต่างๆ ได้นานขึ้น และจำรายละเอียดได้มากขึ้น
  • เริ่มรู้ว่าตนเองใช้มือถนัดด้านไหน
  • เมื่อเกิดปัญหาหรือความผิดผลาด จะหาทางแก้ปัญหา
  • สามารถแยกของเล่นตามสีและรูปร่างได้
  • รู้ว่าตัวเองแตกต่างจากสิ่งของ
  • เลียนแบบกิริยาท่าทางได้ดีขึ้น
  • ไม่ค่อยยอมนอน

จาก : Momypedia : นิตยสารรักลูก : นิตยสาร ModernMom : คู่มือพัฒนาการเด็ก : คู่มือพัฒนาสมองลูกด้วยสองมือแม่ : หนังสือคู่มือเลี้ยงลูก โดย ศ.เกียรติคุณ พญ.ชนิกา ตู้จินดา สำนักพิมพ์รักลูกบุ๊ค

เด็กอ่อนวัย 10-11 เดือน


การได้ยินคำแรกที่ลูกพูดได้และได้เห็นก้าวแรกของลูกนับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่  ลูกจะสามารถทำได้เมื่อกล้ามเนื้อทำงานประสานกันเป็นอย่างดี การส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้และเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอจะช่วยให้ลูกมีความมั่นใจมากขึ้น  นอกจากนี้การสื่อสารแบบ 2 ทางก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นการสอนให้รู้ว่าสิ่งที่ลูกพูดหรือกระทำนั้นมีผลต่อคนอื่น  ดังนั้นคุณแม่ควรคุยกับลูกและเล่นกับลูกบ่อยๆค่ะ และหากมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก คุณแม่สามารถสอบถามดูเม็กซ์แคร์ไลน์ได้เสมอค่ะ  โดย จรัญญา-พยาบาลวิชาชีพ

การให้นมลูกน้อย >> ในเวลานี้ลูกของคุณจะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยและจะสนใจใคร่รู้ไปเสียทุกอย่าง ความต้องการด้านอาหารของลูกจึงเปลี่ยนแปลงไป เพราะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษเพื่อทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม กระเพาะอาหารของเด็กนั้นยังเล็ก พวกเขาจึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่ได้คุณค่าและพลังงานครบถ้วนเป็นมื้อย่อยๆ แต่บ่อยครั้ง ความพร้อมในการรับประทานอาหารแบบผู้ใหญ่นั้น ไม่ได้หมายถึงการทานอาหารที่คล้ายกับของผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิธีการรับประทานอาหารด้วย ดังนั้น แม้ว่าลูกน้อยจะเลอะเปรอะเปื้อนไปบ้าง คุณแม่ก็ควรส่งเสริมให้ลูกรับประทานอาหารเองในแต่ละมื้อ และควรให้ลูกดื่มน้ำเองจากแก้ว ให้เขาถือผักหรือผลไม้สำหรับแทะกินเล่น หรือหัดใช้ช้อนตักรับประทานอาหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางที่ดีในการส่งเสริมพัฒนาการด้านการกินของลูก และจะทำให้ลูกเริ่มเกิดความภูมิใจในสิ่งที่ตนทำและช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกได้มากขึ้น

พัฒนาการของลูกน้อย

ก้าวแรกและคำแรก >> ในไม่ช้า ลูกน้อยของคุณก็จะพูดคำแรกที่มีความหมายได้ และเริ่มเดินก้าวแรกได้แล้ว แม้ว่าจะยังไม่มั่นคงนักและต้องให้คุณแม่หรือคุณพ่อช่วยพยุงหรือจูงมือ แต่พัฒนาการจากเด็กทารกที่เคยคลานไปไหนมาไหน มาเป็นเด็กน้อยวัยเตาะแตะที่เริ่มเดินได้และพูดได้นั้นเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างมาก ดูเม็กซ์ขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่วางกล้องถ่ายรูปไว้ใกล้ๆ มือ ก้าวแรกของลูกน้อยนั้นควรค่าแก่การบันทึกเก็บไว้และมักจะเกิดขึ้นในนาทีที่เราไม่คาดฝัน

ยืนได้ด้วยสองขาของตัวเอง >> ความพยายามในการคลานของลูกในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา จะช่วยฝึกกล้ามเนื้อขาของหนูน้อยให้แข็งแรงขึ้นอย่างมาก เมื่อถึงตอนนี้ลูกจะพยายามลุกขึ้นยืนเมื่อมีคนช่วยพยุงสักเล็กน้อย  ลูกอาจจะก้าวเดินก้าวแรกในขณะที่จับมือคุณหรือยึดเกาะเก้าอี้หรือกำแพงเอาไว้ แต่หากลูกของคุณยังไม่เริ่มหัดเดิน ก็อย่ากังวลใจไปเลย เด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการในเรื่องนี้แตกต่างกันตามจังหวะของตน   ถึงแม้ลูกจะหกล้มบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดยั้งความพยายามของนักสำรวจน้อยคนนี้เลย ลูกจะยังคงเดินเตาะแตะไปทั่วบ้านพลางยึดเกาะสิ่งนั้นสิ่งนี้หรือคนนั้นคนนี้ที่อยู่ใกล้มือคว้า

ควบคุมได้ดีขึ้นและกล้ามเนื้อทำงานประสานกันมากขึ้น >> ในเวลานี้ ลูกน้อยของคุณจะควบคุมมือและนิ้วมือได้ดีขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกหันมาชอบเล่นเอาสิ่งของใส่กล่องแล้วเทออก จากนั้นก็หยิบมาใส่ใหม่ ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นชั่วโมงๆ  นอกจากนี้ ลูกยังสนใจการกระทำที่ “เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน” ด้วย เช่น ล้อหมุนทำให้ของเล่นเคลื่อนที่ไป การทำงานประสานกันระหว่างมือกับตาของเด็กในวัยนี้ก็ดีขึ้นมาก   ลูกอาจจะจับช้อนได้มั่นคงขึ้นและสนุกกับการตักอาหารเข้าปากด้วยตัวเอง แต่คงต้องเลอะเทอะเช่นนี้ไปอีกหลายเดือน ก็ขอให้คุณแม่ทำใจ เพียงแค่เตรียมผ้าเช็ดทำความสะอาดไว้ใกล้มือก็พอ

พูดคำแรกได้แล้ว >> สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในช่วงเวลานี้ก็คือ คำแรก “ที่มีความหมาย” ของลูก ซึ่งอาจจะไม่ใช่คำที่คุณคาดหวังไว้ หรือ “ฝึก” ให้ลูกพูดมาโดยตลอดก็ได้... บางทีคุณแม่อาจจะได้ยินลูกพูดคำเหล่านี้แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้ หนูน้อยจะเริ่มเชื่อมโยงถ้อยคำกับวัตถุหรือคน และเอ่ยคำคำนั้นออกมาอย่างตรงตามความหมาย อย่างเช่น ลูกอาจจะร้องเรียก “แม่” และ “ป้อ” หรือพูดว่า “หม่ำ” เมื่อจะรับประทานอาหาร และเรียกแมวว่า “เหมียว”


การเรียนรู้ >> ลูกน้อยของคุณกำลังสนุกและหลงใหลความเป็นอิสระในการไปโน่นมานี่ด้วยสองขาของตัวเอง แต่ยังต้องอาศัยเฟอร์นิเจอร์และของอื่นๆ ในการเกาะพยุงตัว ลูกจะขาดความมั่นใจหากต้องเดินไปในบริเวณพื้นที่ว่างโล่งและไม่มีอะไรให้ยึดเกาะ  เมื่อลูกน้อยของคุณสามารถยืนได้มั่นคงแล้ว คุณแม่อาจกระตุ้นให้ลูกก้าวเดินสั้นๆ โดยถอยห่างจากลูกเพียงเล็กน้อย อ้าแขนรอรับและเรียกลูกให้มาหา ลูกจะได้มีแรงจูงใจที่จะฝึกเดิน อย่าลืมชมเชยให้กำลังใจลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าลูกเดินมาสู่อ้อมแขนของคุณแม่ได้โดยไม่ล้ม

คุณรู้หรือไม่ ??
นับจากนี้ไปลูกน้อยของคุณจะเริ่มภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ การส่งเสริมลูกในช่วงรับประทานอาหารและในการเล่นของลูกสามารถช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองให้ลูกได้

18 ตุลาคม 2556

เด็กอ่อนวัย 7-9 เดือน


ในวัย 7-9 เดือน ลูกน้อยจะเริ่มสนใจทุกสิ่งโดยเฉพาะของที่ห้ามไม่ให้เล่น ช่วงเวลานี้คุณแม่จึงต้องคอยระวังไม่ให้ลูกไปเล่นอะไรที่เสี่ยงอันตรายค่ะ ลูกเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นและพัฒนาความชอบหรือไม่ชอบสิ่งต่างๆ เช่น ของเล่นและอาหารจานโปรด อย่าลืมว่าหากคุณแม่มีคำถามใดๆ เกี่ยวกับอาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็ก โปรดสอบถามดูเม็กซ์แคร์ไลน์ได้เสมอค่ะ  โดย จรัญญา-พยาบาลวิชาชีพ

การให้นมทารก >> ก่อนหน้านี้คุณแม่ได้เริ่มให้อาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็กแบบค่อยเป็นค่อยไปและแนะนำอาหารอ่อนๆ รสจืดให้ลูกน้อยบ้างแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาที่ลูกน้อยพร้อมจะทดลองอาหารใหม่ๆ ที่รสชาติเข้มข้นขึ้น อาหารบางอย่างอาจถูกปากลูกและทำให้ลูกอยากรับประทานมากกว่าแค่ลิ้มลองเล็กๆ น้อยๆ ทารกยังพร้อมสำหรับอาหารกึ่งเหลวบางอย่างเพื่อช่วยพัฒนาทักษะการบดเคี้ยว และคุณแม่อาจต้องการเสริมมื้อนมที่หย่าแล้ว ด้วยอาหารเสริมสำหรับทารก ในการสร้างอุปนิสัยที่ดีด้านการกินสำหรับลูก คุณแม่ควรจัดให้ลูกได้รับประทานอาหารเป็นเวลาโดยนั่งรับประทานอาหารที่เก้าอี้สูงสำหรับเด็กแบบมีที่รัดลำตัว คุณแม่สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็กที่นี่ นอกจากนี้ คุณแม่ควรเฝ้าสังเกตภาษาท่าทางของลูกน้อยไปพร้อมกันด้วย เช่น ลูกอาจต้องการบอกคุณแม่ว่าลูกอยากจะรับประทานอาหารนี้ด้วยตัวเองโดยใช้มือหยิบ ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้ยังเหมาะสำหรับการให้ผักหรือผลไม้ชิ้นพอเหมาะแก่เด็กสำหรับถือกินเล่น เพื่อเป็นการพัฒนากล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดของลูกด้วย พยายามอย่ากังวลว่าการให้เด็กรับประทานอาหารเองจะทำให้เลอะเทอะ เพราะประโยชน์ที่ได้ก็คือ ลูกจะสนุกกับการรับประทานอาหารและรับประทานได้มากขึ้น

ถึงเวลาเริ่มจัดบ้านให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก >> เมื่อลูกน้อยอายุครบ 7 เดือน ลูกมักค้นพบสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ มากมายที่ทั้งน่าสนใจและน่าขว้างเล่น ลูกจะยิ่งซุกซนมากขึ้นและต้องการพื้นที่กว้างขึ้นเพื่อออกสำรวจและคลานเล่นไปรอบๆ นั่นหมายถึงคุณแม่ต้องทำงานหนักขึ้นด้วย เพราะต้องจัดบ้านให้ปลอดภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง ในเวลานี้ ลูกกำลังเรียนรู้เรื่องการคลานและความหมายของคำว่า “อย่า” หรือคำว่า “ไม่”

เตรียมพร้อมสำหรับการเล่น >> ถึงเวลานี้ ลูกน้อยของคุณอาจจะพร้อมในหลายๆ เรื่องแล้ว แต่หากลูกยังไม่สนใจจะคลานก็ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะทารกบางคนอาจใช้วิธีการคืบแทนคลาน หรือบางทีก็คลานถอยหลังด้วยซ้ำ คุณแม่ควรจัดบ้านให้เป็นสนามเด็กเล่นที่น่าสนใจด้วยการนำเบาะมากองซ้อนกันให้ลูกคลานข้ามหรือสลับเบาะไปทางโน้นทีทางนี้ทีเพื่อส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้ด้วยการสำรวจและฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของลูกไปพร้อมกัน ถึงเวลานี้เท้าของลูกเริ่มรับน้ำหนักได้มากขึ้น และทารกอาจกระโดดขึ้นลงอย่างสนุกสนานบนตักของคุณ นั่นก็เพราะการทำงานของประสาทส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวหรือ “ทักษะกล้ามเนื้อ” นั่นเอง ในวัยนี้ ลูกได้พัฒนาการควบคุมกล้ามเนื้อคอ ไหล่ หน้าอก และหลังส่วนล่างได้เป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้นจึงถึงเวลาการพัฒนาร่างกายส่วนล่าง รวมถึงมือและเท้าทั้ง 2 ของเขา ร่างกายส่วนบนของเด็กในวัยนี้แข็งแรงพอที่จะนั่งได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีใครคอยพยุง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะให้ลูกนั่งบนเก้าอี้สูงเพื่อรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับคนอื่นๆ ในครอบครัว

การทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อและการรับรู้ >> หากในช่วงนี้ ลูกน้อยเริ่มโยนหรือขว้างสิ่งของซ้ำๆ คุณแม่อย่าเพิ่งโกรธหรือกังวลใจไป นั่นเป็นเพราะทารกในวัยนี้กำลังเรียนรู้วิธีปล่อยสิ่งของออกจากมืออย่างจงใจ และสนุกกับการฝึกฝนทักษะที่ค้นพบใหม่นี้  ในช่วงเวลานี้ลูกอาจเริ่มรู้สึกกลัวการพรากจากแม่ โดยจะแสดงความกลัวและพยายามเกาะติดเมื่อแม่จะจากไปไหน แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงชั่วเดี๋ยวเดียวก็ตาม  การทำอะไรซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอตามกิจวัตรประจำวันที่วางไว้จะช่วยลดความกลัวของลูกลงได้ หลังจากลูกตื่นนอน คุณแม่อาจให้นมขวดหรือจัดอาหารว่างให้ก็ได้โดยขอให้ทำอย่างนั้นเหมือนกันทุกๆ วัน ซึ่งจะช่วยให้ลูกสามารถคาดหมายสิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นลำดับในแต่ละวัน และช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคงปลอดภัยด้วย การเล่นซ่อนหาก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดความกลัวการจากพรากลงได้ คุณแม่คงเห็นด้วยว่าเด็กเล็กๆ มักไม่เคยเบื่อหน่ายกับการเล่นเกมปิดตาจ๊ะเอ๋เลย คุณแม่อาจแกล้งนำตุ๊กตาตัวโปรดของลูกไปซ่อน และชวนลูกไปหาให้พบ

การเล่นเสียงและคำพูดที่มีความหมาย >> ลูกน้อยของคุณเริ่มแสดงบุคลิกภาพเฉพาะตัวเล็กๆ น้อยๆ ออกมาบ้างแล้ว เริ่มจากการจดจำชื่อของตัวเองได้ โดยถ้าคุณเรียกชื่อเขา เขาก็จะหันมาหาทันที ถึงแม้ว่าลูกจะยังพูดไม่ได้ แต่การออกเสียงของเขาก็เริ่มฟังดูคล้ายๆ คำที่มีความหมาย มากขึ้น และลูกมักจะชอบออกเสียงคำที่พูดได้ค่อนข้างชัด ในเวลานี้ลูกอาจเรียก “แม่” หรือ “ป้อ” ได้ ซึ่งก็หมายถึงคุณแม่หรือคุณพ่อนั่นเอง แต่บางครั้งลูกอาจเรียกสลับกันบ้าง โดยเขาจะไม่รีรอที่จะแสดงความเห็นของตัวเองเมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะโดยการส่งเสียง การหัวเราะ ส่งเสียงคัดค้าน หรือกรีดร้องดังๆ ก็ตาม ตอนนี้ ลูกเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า “อย่า” แล้ว ถึงแม้ว่าบางครั้งจะไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งก็ตาม

การเรียนรู้ >> ถ้าคุณแม่ชอบอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ถึงเวลานี้ลูกจะเริ่มหันมาสนใจมากขึ้น โดยพยายามพลิกหน้าหนังสือหรือฟังคุณอ่านออกเสียงอย่างตั้งใจ และชอบดูรูปภาพที่มีสีสันในหนังสือ แต่ทารกจะยังไม่สามารถเชื่อมโยงภาพที่เห็นกับคำอ่านของคุณได้ในเวลานี้ คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง หนังสือภาพสัตว์นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพราะกระตุ้นความสนใจของลูกและทำให้ลูกได้เรียนรู้เสียงแปลกๆ ใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติทั้งภายในและภายนอกบ้านเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็กในช่วงเวลานี้ การให้ลูกคลานเล่นที่พื้น หรือคุณแม่เปิดและปิดประตู หรือเปิดหน้าต่างและชี้ชวนให้ลูกดูสิ่งต่างๆ พร้อมกับเรียกชื่อของของสิ่งนั้นไปด้วย จะช่วยส่งเสริมธรรมชาติความต้องการเรียนรู้ของเด็ก

คุณรู้หรือไม่ ??
ช่วงเวลาที่สำคัญเป็นพิเศษคือช่วงขวบปีแรก เพราะเป็นช่วงที่ลูกเริ่มรู้ว่าตัวเองชอบอาหารประเภทไหนซึ่งความชอบนี้จะติดตัวไปตั้งแต่ลูกอายุ 2 ขวบจนถึงประมาณ 8 ขวบ

เด็กอ่อนวัย 4-6 เดือน


ในวัยนี้ลูกน้อยของคุณจะเริ่มโตขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ หลังจากที่ลูกได้ฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมานานพอควร เมื่อถึงเวลานี้เขาจะสามารถนั่งได้ด้วยตัวเอง และการเล่นเสียงแบบต่างๆ จะช่วยให้ลูกอาจจะถึงกับเปล่งเสียงเรียก “แม่” ได้ด้วย บางครั้งลูกอาจยอมอยู่ห่างจากคุณเป็นเวลาสั้นๆ และเรียนรู้วิธีการเรียกความสนใจจากแม่เมื่อเขาต้องการหาคุณ เพราะฉะนั้น คุณควรเตรียมพร้อมรับเสียงหัวเราะและความสนุกสนานที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนไว้ได้เลย และหากมีคำถามหรือข้อสงสัยใดๆ คุณแม่สามารถดูเม็กซ์แคร์ไลน์ได้เสมอค่ะ  โดย จรัญญา-พยาบาลวิชาชีพ

การให้นมทารก >> ในขั้นนี้ คุณอาจเริ่มคิดถึงการป้อนอาหารเสริมอื่นๆ ให้ลูกนอกเหนือจากการให้นม (ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ควรเริ่มให้อาหารเสริมเมื่อทารกอายุครบ 6 เดือน) ดังนั้น จึงถึงเวลาที่คุณควร เริ่มให้อาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็กได้แล้ว การฝึกให้ลูกรับประทานอาหารเสริมในเวลานี้จะช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อในปากของทารก ซึ่งจำเป็นต่อการพูดในภายหลัง รวมทั้งทำให้ลูกได้รู้จักกับรสชาติอาหารแบบใหม่ๆ ด้วย นอกจากนี้ คุณแม่อาจคิดถึงการป้อนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับทารกเมื่อลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไป เพื่อเสริมมื้อนมที่จะเริ่มลดการให้ลงด้วย

ลูกน้อยของคุณเกือบจะนั่งได้แล้ว >> คุณแม่อาจรู้สึกเหมือนว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาพร้อมกับลูกน้อยคนใหม่ในอ้อมแขนเมื่อวานนี้เอง แต่เพียงชั่วพริบตา คุณแม่ก็ได้เห็นพัฒนาการใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นของลูกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะช่วงแขน ลำตัวช่วงบนและคอของลูกจะแข็งแรงขึ้นมาก จนลูกเกือบจะสามารถลุกขึ้นนั่งได้เองแล้ว

ลูกน้อยจวนจะเริ่มไปโน่นมานี่ได้เองแล้ว >> คุณแม่คงสังเกตเห็นว่าลูกสามารถควบคุมร่างกายช่วงบนได้ดีขึ้น และอาจจะสามารถนั่งได้เองโดยหน้าไม่คะมำ นอกจากนี้ คุณแม่ยังเห็นว่ากล้ามเนื้อมัดเล็กๆ บริเวณคอ ไหล่และหน้าอกก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

เมื่อลูกเริ่มซุกซนขึ้น การเปลี่ยนผ้าอ้อมจึงเป็นเรื่องยากขึ้นสักหน่อยเพราะทารกจะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยเลย คุณแม่อาจย้ายแผ่นรองพลาสติกสำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อมลงมาที่พื้นแทน และไม่ควรปล่อยลูกน้อยทิ้งไว้ตามลำพังแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม  ควรจัดเวลาให้ลูกได้คลานเล่นที่พื้น ให้ลูกน้อยนอนคว่ำลงบนพื้นและกระตุ้นให้ลูกคลานไปคว้าของเล่นที่อยู่ห่างออกไปเกินเอื้อมถึงเพียงเล็กน้อย เพื่อเร้าความสนใจให้ลูกเริ่มคลานครั้งแรก ทั้งยังเป็นการฝึกกล้ามเนื้อของลูกด้วย

คว้าจับได้ดีขึ้นและมองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดขึ้น >> ทารกเริ่มเรียนรู้วิธีการใช้มือและนิ้วมือของตนเอง เริ่มจากการคว้าจับสิ่งที่ห้อยแขวนอยู่ ไปจนถึงการจับสิ่งของต่างๆ ด้วยมือทั้ง 2 ข้าง นับจากนี้ไปปฏิกิริยาสะท้อนกลับตามธรรมชาติของลูกจะเริ่มเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวมือและนิ้วมืออย่างสามารถควบคุมได้มากขึ้น ลูกจะเริ่มสำรวจสิ่งของด้วยการคว้าจับและเขย่า แทนที่จะทดลองนำเข้าปาก “ดูดชิม” เหมือนแต่ก่อน   พัฒนาการที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ลูกสามารถมองเห็นได้ไกลขึ้นและชัดเจนขึ้น ดังนั้นโลกนี้จึงเป็นสถานที่ที่น่าสนุกและมีสีสันมากขึ้นสำหรับเขา และหากคุณแม่ไว้ผมยาวหรือสวมแว่นตา ก็จะสังเกตเห็นว่าลูกน้อยเริ่มดึงผมหรือคว้าแว่นตาที่สวมอยู่ และเมื่อทารกอายุ 4 เดือนขึ้นไป เขาจะเริ่มมองเห็นได้ไกลถึงระดับนิ้วเท้าของตัวเอง ดังนั้น ลูกน้อยอาจจะพบเกมสนุกเกมใหม่ นั่นคือการดูดนิ้วเท้าตัวเอง ถ้าเขาทำได้  ช่วงเวลานี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่คุณจะฝึกพัฒนาการของลูกด้วยการส่งเสริมให้ลูกหัดถือขวดนมด้วยตนเองโดยใช้มือทั้ง 2 ข้าง นี่จะเป็นบทเรียนบทหนึ่งที่สำคัญสำหรับลูก และช่วยให้คุณมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นในการตระเตรียมอาหารสำหรับลูกและคนในครอบครัว

เริ่มหัดเปล่งเสียง >> ช่วง 4 – 6 เดือนเป็นช่วงเวลาแสนวิเศษเพราะลูกน้อยจะเริ่มออกเสียงแบบต่างๆ จะมีเสียงโน้นเสียงนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาที่หนูน้อยออกเสียงอืออาและเล่นเสียง ในบางครั้งคุณอาจเริ่มได้ยินเสียงเบาๆ คล้ายๆ คำว่า “แม่” หรือ “พ่อ” แต่คุณแม่คงต้องรอระยะหนึ่งกว่าลูกน้อยจะรู้จักเรียก “แม่” อย่างแท้จริง เพราะในเวลานี้ ลูกเพียงฝึกออกเสียงแบบต่างๆ เท่านั้น  เสียงสวรรค์ที่คุณแม่ได้ยินเป็นครั้งแรกก็คือ เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างสนุกสนาน ลองเล่นจั๊กจี๋เบาๆ กับลูกดูสิ แม่กับลูกจะได้หัวเราะสนุกสนานร่วมกัน คุณแม่ควรพูดคุยกับลูกบ่อยๆ เพราะจะเป็นการฝึกพัฒนาการด้านการพูดของลูกได้เป็นอย่างดี

การเรียนรู้ >> มีหลายสิ่งที่คุณแม่สามารถช่วยให้ลูกน้อยเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ แม้ว่าลูกจะยังพูดโต้ตอบไม่ได้ แต่คุณแม่ควรพูดคุยกับลูกบ่อยๆ และส่งยิ้มให้ลูก จะช่วยให้ลูกพูดได้เร็วขึ้น  เมื่อถึงมื้ออาหาร คุณแม่อาจจัดเตรียมข้าว ไข่หรือปลาและผักใส่จานพลาสติกสำหรับเด็ก และเปิดโอกาสให้ลูกได้รับประทานเองเพื่อฝึกการใช้มือและนิ้ว รับรองว่าลูกน้อยจะสนุกกับการรับประทานอาหารอย่างแน่นอน  เวลาอาบน้ำจะยิ่งเป็นเวลาสนุกสนานมากขึ้นสำหรับลูกน้อย เพราะลูกจะได้เรียนรู้ว่าร่างกายที่เคลื่อนไหวอาจทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้น เช่น การตีน้ำในอ่างดังจ๋อมแจ๋ม และคุณแม่อย่าลืมแขวนผ้าเช็ดตัวหรือผ้าอ้อมไว้ใกล้มือด้วย

คุณรู้หรือไม่ ??
แครอทมีรสหวานตามธรรมชาติและเป็นที่โปรดปรานของเด็กแรกเกิด อีกทั้งยังเป็นการฝึกให้ลูกชอบกินผักตั้งแต่เล็กๆ ด้วยพัฒนาการของลูกน้อย