09 พฤศจิกายน 2556

พัฒนาการเด็ก อายุ 1ปี 4-6เดือน

โดย พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์

เกมที่ลูกชอบ >>
ลูกจะเริ่มขีดเขียน (แบบไก่เขี่ย), อยากเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของบ้าน ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ลูกมักจะขอมีส่วนด้วยเสมอ, เอานิ้วชี้มา “จุ๊...จู๊” ที่ปากได้, ชอบเล่นจ๊ะเอ๋, ชอบต่อบล็อก, ชอบเล่นเกมส์ ทายส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น “จมูกอยู่ไหน?” , ลูกจะเริ่มให้ความร่วมมือ กับการแต่งตัวให้เขามากขึ้น, จะชอบปีนขึ้นและลงกระได (ปีนได้ทั้งวัน) แต่ยังไม่สามารถทำได้ดีนัก ยังต้องระวังตกกระได เนื่องจากเขายังไม่รู้จักการควบคุมการทรงตัว อย่างผู้ใหญ่ได้ดีนัก (กำลังเรียนรู้วิธีอยู่นั่นเอง)
   
อยากทำเองแต่ยังทำไม่เป็น...ทำไม่ได้ >>
ลูกกำลังฝึกฝนตนเองหลายอย่าง ว่าจะปีนกระได เดินเร็วๆ (หรือวิ่ง) แต่เนื่องจากยังไม่มีทักษะมากพอ ก็มักจะล้ม หรือทำไม่ได้ดังใจ ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด เมื่อทำไม่ได้ คุณสามารถช่วยให้เขาได้ฝึกทักษะเหล่านี้บ่อยๆ ก็จะทำให้เขามีความมั่นใจ และทำได้ ก่อนที่จะเริ่มขั้นตอนการพัฒนาการด้านอื่นๆ ที่ซับซ้อนมากขึ้นต่อไปตามเกณฑ์ของอายุ

อาละวาด... ลงไปดิ้น(Temper tantrum) >>
บางครั้งลูกจะมีอารมณ์ต่างๆ ประดังเข้ามามาก ทำให้เขาซึ่งยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างผู้ใหญ่ รู้สึกว่าจะต้องแสดงออก ซึ่งก็จะเป็นในรูปแบบที่พบบ่อย คือ “ อาละวาด....ลงไปดิ้น..” ซึ่งเป็นวิธีหนึ่ง ที่ลูกใช้ เพื่อปลดปล่อยอารมณ์แรง ที่มีในตัวเขาออกมา ถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจ และรู้วิธีดูแลเขา ก็จะทำให้เขาสงบลง และกลับเป็น “เด็กดี” เหมือนเดิมได้ในเวลาไม่นาน อย่าลืมว่า วิธีการอาละวาด และลงไปดิ้นกับพื้นนั้น เป็นวิธีหนึ่งที่ลูกค้นพบ และใช้เป็นทางระบายออกของอารมณ์ของเขา คุณไม่ควรจะโมโห หรือ ไปตี ทำโทษเขาที่ทำเช่นนั้น แต่ควรควบคุมอารมณ์ของเราให้นิ่งก่อน และอยู่ข้างๆ (ห่างไปไม่ไกล) และคอยให้เขาสงบลงเอง ก่อนเข้าไปปลอบ

อ่านหนังสือกับลูก >>
ถ้าคุณฝึกอ่านหนังสือกับลูกมาแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ลูกยังเล็ก ก็ขอให้ทำต่อไป (สำหรับคนที่ยังไม่ได้เริ่ม ก็ควรเริ่ม ทำการอ่านหนังสือกับลูกด้วย) , ลูกยังอยากเรียนรู้อีกมาก และเด็กเองจะชอบที่มีคุณอยู่ใกล้ ควรให้ลูกเลือกหนังสือที่จะอ่านเอง และอ่านไปกับเขา แม้ว่าคุณจะพบว่า อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นครั้งที่ร้อยแล้วก็ตาม คุณสามารถช่วยลูกให้เรียนรู้สิ่งอื่นๆในหนังสือได้ เช่น การพูดถึงสัตว์ต่างๆ ที่มีในเรื่อง หรือของอื่นที่มีอยู่ในภาพ และสอนให้ลูกเรียก “สี” ต่างๆ ของเสื้อผ้าที่ตัวเอกของเรื่องใช้ ฯลฯ

พัฒนาการที่ควรทำได้ >>
เด็กวัยนี้จะพูดคำศัพท์ต่างๆได้ดีมากขึ้น และเริ่มรวมคำเป็นประโยคง่ายๆ เช่น “ไม่ไป”, “ไปเที่ยว”, “นกบิน”, ลูกจะเริ่มถอดเสื้อผ้าออกเองได้ และเล่นตุ๊กตา (ทำท่าป้อนนมตุ๊กตาฯลฯ) และในบางราย จะเริ่มลองแปรงฟันเอง (ทำตามคุณพ่อคุณแม่) แต่คุณยังต้องช่วยเขา

เริ่มรู้จักแยกแยะของต่างๆ >>
ลูกจะเริ่มรู้จักว่าของต่างๆ กันมีรูปทรง และขนาดแตกต่างกัน พอจะรู้ถึงความแตกต่างของสี (ถึงแม้จะยังเรียกชื่อสีต่างๆไม่ได้) และลักษณะของสิ่งต่างๆ เด็กจะชอบเล่นเอาของเข้าออกในตะกร้าของเล่น และจะพบว่า เขาจะเริ่มจัดกลุ่มของของที่เขาเล่นอยู่ ออกเป็นเกณฑ์ต่างๆ เช่น ของสีเดียวกัน หรือ รูปทรงยาวเหมือนกัน อยู่เป็นกลุ่มเดียวกัน



เริ่มฝึกมารยาท >> 
เด็กจะเริ่มมีพฤติกรรมต่างๆ ตามใจตนเอง ซึ่งเขาก็จะโตพอ ที่จะรับรู้การปฏิบัติตนกับคนอื่นๆ บ้าง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ ก็จะสามารถเริ่มการฝึกเรื่องมรรยาท การปฏิบัติตัว เมื่อจะทำอะไร หรือเมื่ออยู่กับคนอื่นๆได้บ้าง เช่น การพูดว่า “ขอบคุณ ค่ะ/ครับ” , การพูดที่สุภาพ มีน้ำเสียงน่าฟัง , การยกมือไหว้ทักทายผู้ใหญ่ ฯลฯ ซึ่งเด็กจะอยากทำตามเรา ถ้าเราทำเป็นนิสัย และบอกให้ลูกทำตามด้วย ก็จะเป็นการปลูกฝังมรรยาทที่ดี ให้แก่เขาไปตลอด และเป็นการแสดงความเคารพผู้ใหญ่และคนอื่นๆ ที่ดี

เริ่มจู้จี้....กินข้าวยาก.... >>
คุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่มีลูกในวัยนี้ จะรู้ว่าการพยายามป้อนข้าวให้ลูกวัยนี้ นั้นยากเพียงไร ลูกจะยังไม่มีคอนเซปต์ว่า ต้องทานอาหารเป็นมื้อ หรือต้องทานให้หมดจาน อย่างที่คุณต้องการ เด็กเองมีสิ่งยั่วยวนใจหลายอย่างอยู่ตรงหน้า ที่จะทำให้เขาลืมเรื่องการทานอาหารได้ เช่น ทีวีที่กำลังตื่นเต้น หรือ เด็กคนอื่นๆที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่ บางช่วงจะดูเหมือนเขาเบื่ออาหาร คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะพยายามสรรหาอาหารนานาชนิด เลือกเอาแบบที่มีสารอาหารครบถ้วนที่สุดมาให้ และเปลี่ยนเมนูเป็นว่าเล่นทุกวัน แต่การทำดังนั้น จะไม่ได้ช่วยให้ลูกทานได้มากขึ้น เลยทำให้คุณแม่บางคนเครียดจัด จนทำให้เวลาทานอาหารของลูก เหมือนการเข้าสู่สงครามเอาชนะกัน  ที่จริงแล้วเด็กวัยนี้เขาจะหิว และทานเองตามที่เขาต้องการ ซึ่งอาหารที่ชอบอาจจะเป็น ของที่หยิบจับเข้าปากเองได้ (finger food) เช่น แซนวิชชิ้นเล็กๆ, ข้าวปั้นเป็นก้อน, ขนมปัง ฯลฯ และไม่ควรจะบังคับให้ลูกต้องทานอาหารให้ครบห้าหมู่ในแต่ละมื้อ หรือแต่ละวัน คุณควรจะคอยดูแลจัดอาหารที่มีประโยชน์เหล่านี้ หมุนเวียนสลับไปบ้างในแต่ละอาทิตย์ โดยใช้อาหารธรรมดาที่เขาคุ้นเคยไม่กี่อย่างจะดีกว่า (ดูในเรื่องโภชนาการของเด็กวัยนี้)

การพัฒนาการในวัยนี้ >>     
คราวนี้ลูกเดินได้คล่องดีแล้ว เริ่มปีนป่ายกระไดได้สูงขึ้น และชอบปีนเตียง ปีนเก้าอี้ไปทั่ว ลองให้เตะบอล ก็จะพอทำท่าเตะได้ แต่ยังเตะไม่เป็น เมื่อคุณเปิดเพลงให้เขาฟัง เขาจะชอบทำท่าเต้น และของโปรดคือ การหมุนปุ่มต่างๆ ของหน้าปัด ทีวี, วิทยุ ฯลฯ เท่าที่เขาจะหมุนได้ โดยเฉพาะบรรดาปุ่มที่พอหมุนแล้ว จะมีเสียงหรือภาพเปลี่ยนไปให้เห็น คือว่าเขากำลังลองของดูว่า ถ้าหมุนปุ่มนี้ จะเกิดอะไรขึ้น ปุ่มนั้นจะเกิดอะไรขึ้น และจะพยายามลองทำอีกบ่อยๆ คุณพ่อคุณแม่ที่รู้ใจ ก็อาจจะยอมให้เขาได้ลองปิดเปิดสวิทช์ (อันที่ปลอดภัย) หรือหมุนปุ่มปรับเสียง (รีโมตคอนโทรก็ได้) ของวิทยุ ทีวี ดูบ้าง หรือซื้อของเล่นที่มีปุ่มต่างๆให้ลองกดเล่น แล้วมีเสียง หรือแสงไฟ และตุ๊กตาโผล่ออกมาทักทาย ลูกก็จะง่วนเล่นของชิ้นนั้นได้อีกนาน
   
การฝึกการขับถ่าย (Toilet training) >>
ก่อนที่ลูกจะบอกว่า เขาอยากจะอึ หรือฉี่ได้ เขาจะต้องเรียนรู้ ถึงความรู้สึกในตัวเขาที่เกิดขึ้น เวลาที่ร่างกายต้องการขับถ่าย เช่น รู้จักปวดฉี่, ปวดอึ และรู้จักการหัดควบคุมการฉี่ หรืออึได้บ้าง แม้จะได้ไม่นาน ซึ่งเด็กต้องมีอายุ ประมาณ 18 เดือนขึ้นไป ที่จะพอจะรับรู้ถึงความรู้สึกเหล่านี้และเริ่มสามารถควบคุมได้บ้าง  ซึ่งการที่คุณพ่อคุณแม่ จะเริ่มฝึกการขับถ่ายให้เขาได้นั้น คงจะต้องคอยสังเกตดูว่า เขานั้นมีความพร้อมในการฝึกเรื่องนี้บ้างหรือยัง (ดูในบท ฝึกการขับถ่าย)

พัฒนาการด้านความจำ และความคิด, จินตนาการ >>
จากช่วงอายุ 18 เดือนถึง 2 ขวบ ลูกจะเริ่มพัฒนาคอนเซปต์ของการมีอยู่ หรือหายไปของคนและสิ่งของที่เขาคุ้นเคย จะเริ่มจำได้ และรู้ว่าของที่เขาเคยเห็น แม้ว่าจะไม่เห็นอยู่ต่อหน้าเขาในตอนนี้ ก็จะยังอยู่ และเขาจะพยายามหาของ (หรือคน เช่น คุณแม่) ได้ ถ้าคุณเอาของให้เขาดู แล้วทำการซ่อนของไว้ใต้ผ้าคลุม โดยทำให้เขาเห็นอยู่ต่อหน้า เขาจะรู้ว่าของนั้นอยู่ใต้ผ้า และจะรีบเอามือหยิบผ้าออก เพื่อให้เห็นของได้อีก ทำให้เขาตื่นเต้นที่ได้เจอของชิ้นนั้น และเช่นกัน ถ้าคุณแอบเอาของที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าไปซ่อน โดยไม่ให้เขาเห็น พอเขาเปิดผ้าดูแล้วไม่เจอของนั้น เขาจะทำท่าค้นหาของนั้น จนเจอได้ (ถ้าคุณซ่อนมันอย่างง่ายๆให้เขาลอง “ค้นหา” ดู)

เริ่มติดผ้าห่ม หรือตุ๊กตาประจำตัว และชอบทำอะไรซ้ำๆ >>
สำหรับเด็กวัยนี้ การได้กอดตุ๊กตา หรือผ้าห่มประจำตัวไว้แนบกาย จะเป็นเรื่องปกติ เพราะเด็กใช้มันเป็นเครื่องผ่อนคลายความวิตกกังวล และทำให้เขาสงบลงได้ บางคนอาจมีนิสัยทำอะไรซ้ำๆ เช่น เอานิ้วปั่นผม (ผมตัวเองมั่ง, ผมคุณแม่มั่ง) ก่อนที่จะนอนหลับไปได้ บางรายจะดูดนิ้ว หรือ โยกศีรษะ, โยกตัว (rocking) ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ มักจะหายไปได้เอง เมื่อลูกอายุได้ประมาณ 4 ขวบ คุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรจะไปกังวล และคอยบังคับเขาไม่ให้ทำในตอนนี้

การฝึกวินัยและการเลี้ยงดู (Discipline) >>
คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มสอนลูกให้รู้จัก “ถูก-ผิด” และ “ควร-ไม่ควร” ด้วย โดยการทำตนเป็นตัวอย่าง และแสดงออกถึง ความสุภาพ, ความเคารพ, และความเอื้อเฟื้อ ต่อผู้อื่น, ไม่ควรใช้ความรุนแรง เช่นการตี หรือการดุด่าว่าเด็ก เป็นการสอนเด็ก เพราะความรุนแรงที่ผู้ใหญ่ทำต่อเด็ก ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น นอกจากนั้นยังทำให้ทุกอย่างแย่ลง เด็กจะยิ่งต่อต้านมากขึ้น และจะเรียนรู้ว่า การใช้กำลัง นั้นเป็นเรื่องธรรมดา และเขาสามารถใช้กำลังกับคนอื่นๆได้ เพื่อให้ได้อย่างที่เขาต้องการ เพราะเขาเองเติบโตมาในสภาวะเช่นนั้น ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต

วัคซีนป้องกันโรค >>
มีวัคซีน คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ ครั้งที่ 4 ที่ควรทำเมื่ออายุ 18 เดือน ในรายที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค ฮิบ ร่วมกับวัคซีนนี้ ในตอนอายุ 2, 4, 6 เดือนมาก่อน ก็อาจจะให้วัคซีนป้องกันโรคฮิบ ร่วมด้วยใน เข็มที่ 4 นี้ก็ได้ (โปรดปรึกษาแพทย์ของท่านในเรื่องนี้เวลาพาลูกไปตรวจสุขภาพ อายุ 18 เดือน, ดูในบทวัคซีน)

พัฒนาการของเด็กวัย 1 ปี 4-6 เดือน
  • เดินได้คล่อง
  • รู้จักขอ และทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
  • ให้โอกาสเด็ก เดิน วิ่ง และหยิบจับสิ่งของโดยระมัดระวังความปลอดภัย
  • ร้องเพลง คุยกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งรอบตัว เล่นเกมส์ง่ายๆ
  • จัดหา และทำของเล่นที่มีสี และรูปทรงต่างๆ

05 พฤศจิกายน 2556

พัฒนาการเด็ก อายุ 1ปี 2-3เดือน

โดย :: พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์

การพัฒนาการหลัก ที่ลูกควรทำได้แล้ว >> 
ช่วงอายุนี้ ลูกควรจะทำมือ “บ้าย…บาย” และในบางคนจะสามารถกลิ้งลูกบอลไปและกลับ เมื่อเล่นกับผู้ใหญ่ หลายรายจะสามารถดื่มจากถ้วยได้ และบางคนจะเริ่มทำตัวเป็น “ผู้ช่วยใหญ่” ของบ้าน ลูกควรจะยืนเองได้นาน และสามารถนั่งลงเอง และยืนขึ้นด้วยตัวเองได้ ในบางรายที่มีความคล่องตัวมาก และเดินได้เก่งแล้ว อาจสามารถเดินถอยหลังได้บ้าง ลูกจะเรียนรู้ศัพท์ต่างๆใหม่ๆ ทุกวัน และจะพูดได้หลายคำขึ้น เขาจะเริ่มรู้ว่าเขาต้องการสิ่งไร และรู้วิธีที่จะบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า อะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ

อยากรู้-อยากลองไปทุกอย่าง >>

ด้วยความตื่นเต้นที่เขาสามารถเดิน ไปหาสิ่งที่เขาสนใจได้โดยง่าย ทำให้ลูกเห็นอะไรน่าจับ น่าลองไปหมด คุณพ่อคุณแม่จึงควรตรวจดูสภาพในห้องของลูก และในบ้านบริเวณที่ลูกจะไปถึงได้ ให้มีความปลอดภัย เช่น การล็อกลิ้นชักของตู้และโต๊ะ, การเอาเทปกาวปิดรูปลั๊กไฟ, การเก็บของมีคม หรือเครื่องแก้วให้พ้นมือเด็ก ฯลฯ ก็จะทำให้คุณพอจะสบายใจได้ว่า ลูกจะปลอดภัยในระดับหนึ่ง คุณอาจจะหากล่อง หรือ ลังพลาสติกสำหรับให้ลูก ใส่ของเล่นที่ปลอดภัย เช่น กล่องพลาสติกขนาดไม่เล็กนัก, ตุ๊กตา, ลูกปิงปอง ฯลฯ ไว้ให้เขารื้อค้น เอาเข้าเอาออกได้เองง่ายๆ เขาจะชอบมากที่จะได้ช่วยคุณ “จัดของ” และ นั่นคือการเรียนรู้ที่สำคัญ อีกขั้นหนึ่งสำหรับลูก

เรื่องกิน….เรื่องใหญ่… >> 
เด็กในวัยนี้ จะยังไม่มีคอนเซปต์ ของการทานอาหารเป็นมื้อ อย่างที่ผู้ใหญ่ทำกัน สำหรับเขาแล้ว การกินก็เหมือนกับสิ่งอื่นๆ ที่เขาตื่นเต้น เป็นของใหม่ที่น่าลอง น่า….ทำให้เละ ! นั่นคือเขากำลังเรียนรู้นั่นเองว่า ของนุ่ม ของหวาน ของแข็งเป็นอย่างไร และอยากรู้ว่า ถ้าลองละเลงเล่นจะเกิดอะไรขึ้น… และถ้าตกลงพื้นแล้วเกิดอะไรขึ้น …จึงเป็นที่แน่นอนว่า แต่ละมื้อของลูกจะเลอะเทอะบ้าง เขาจะพยายามฝึกทักษะ การจับช้อนเข้าปาก ซึ่งเป็นการฝึกการใช้มือ และการสั่งงานระดับสูงขึ้นของสมอง ให้มีการประสานงานกันระหว่างการใช้มือและสายตา ในการป้อนอาหารใส่ปาก คุณควรเตรียมสถานที่ บริเวณที่ใช้ป้อนอาหารเด็ก ให้สามารถทำความสะอาดได้ง่าย

เริ่มมีความผูกพันกับสิ่งของ ที่ทำให้เขารู้สึกสบาย >>
เด็กเริ่มต้องการความมั่นใจ และสิ่งต่างๆ ที่มาช่วยให้เขารู้สึกสบายใจ (sense of security) จึงจะเห็นว่า เด็กบางคนเริ่มติดตุ๊กตา บางคนเริ่มติดผ้าห่ม หรือหมอน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาจะสามารถหันหา เพื่อความสบายใจ เมื่อเกิดความรู้สึกกลัว หรือไม่สบายใจ โดยเฉพาะเมื่อตอนเหนื่อยๆ หรือง่วงนอน และตอนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ลูก ซึ่งการติดของเหล่านี้นั้น เป็นขั้นตอนการพัฒนาการที่ปกติ และไม่มีผลกระทบ ทางด้านลบต่อเด็กในอนาคต จึงอยากแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจเขา และยอมให้เขาได้มีสิ่งเหล่านี้ไว้ข้างกาย เมื่อเวลาเขารู้สึกคิดถึงมัน

ชอบเล่นเกม >>
มาถึงตอนนี้ลูกควรจะเดินได้คล่อง และบางทีวิ่งแล้ว พูดได้หลายคำ และชอบลากหรือดันของเล่นเดินไปมา บางคนจะหัดเดินถอยหลังได้ เริ่มใช้ช้อนและส้อม ในการตักอาหารได้ดีขึ้น ลูกจะชอบให้คุณเล่นเกมกับเขา เช่น เอานิ้วชี้ที่หู แล้วถามว่า หูอยู่ไหน หรือ มองกระจกเงาดูตัวเอง แล้วถามว่า นั่นใครเอ่ย ลูกจะชอบเอาของหยอดลงกล่อง และชอบลองดูว่า ของไหนจะฟิตกับช่องไหน (ควรหาของเล่นที่เป็นกระป๋อง ที่มีฝาเป็นช่องขนาดต่างๆ และมีชิ้นพลาสติกรูปทรงต่างๆ ที่ฟิตพอดีให้เด็กได้ลองใส่ลงไปทีละช่อง เพื่อฝึกทักษะการสังเกตรูปทรงที่แตกต่างกัน

อารมณ์และบุคลิกประจำตัว >>
เด็กแต่ละคนเป็นปัจเจกบุคคล เหมือนคุณเองเช่นกัน และแต่ละคนก็เกิดมาพร้อมกับคุณลักษณะประจำตัว และมีวิธีการที่จะตอบสนองต่อคนอื่นๆ และเรื่องต่างๆในแบบของตนเอง ซึ่งเมื่อเด็กโตขึ้นคุณสมบัติ และบุคลิกเฉพาะตัวเหล่านี้ ก็จะแสดงออกชัดเจนขึ้น ในขณะที่เด็กคนหนึ่งอาจจะเป็นเด็กเรียบร้อย และมีความสามารถในการปรับตัว เข้ากับสภาวะต่างๆ รอบข้างได้ดี แต่อีกคนหนึ่ง อาจจะมีลักษณะ เป็นคนเจ้าระเบียบ และไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆอะไรเลย คุณควรจะลองสังเกตดูว่า ลูกจะเป็นคนที่มีบุคลิก และลักษณะประจำตัวเป็นเช่นไร เพื่อที่จะได้ปรับสภาพแวดล้อม และการเลี้ยงดูให้สอดคล้องไปกับเขา เพื่อส่งเสริมให้เขาสามารถ นำส่วนที่ดีในตัวเขาออกมาใช้ได้ ซึ่งจะเป็นหลักที่สำคัญ ที่จะช่วยให้ลูกเติบโตเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในอนาคต

เริ่มรู้จักว่าตนเองนั้นมีตัวตน (Awareness of self) >>
ที่อายุ 15 เดือน ลูกจะเริ่มแยกแยะได้ว่า ภาพเด็กที่เขาเห็นอยู่ในกระจกเงานี้ คือตัวเขา ไม่ใช่เด็กคนอื่น ที่มาเล่นด้วยกับเขา เขาจะไม่พยายามเอามือยื่นออกไปจับภาพในกระจก เพื่อทักทาย “เด็กคนนั้น” อีก ลูกจะเริ่มรู้จักว่า ตนเองนั้นมีตัวตน และแตกต่างจากคนอื่น (autonomy) จะไม่ใช่รู้สึกว่า เป็นคนๆเดียวกันกับคุณแม่อีกต่อไป

เริ่มดื้อ…(จริงหรือ?) >>
เนื่องจากเด็กเริ่มที่จะแยกตนเอง ออกจากแม่ได้ และกำลังฝึกฝนความเป็นตนเองอยู่ เด็กจึงดูเหมือนจะไม่ยอมฟังผู้ใหญ่ ที่มักจะคอยห้าม ไม่ให้เขาทำโน่น ทำนี่ ต้องการให้เขาต้องทำตาม ที่ผู้ใหญ่บอกให้ทำ แต่เขาก็ไม่ยอมทำตาม เพราะเขาต้องการเป็นคนตัดสินใจเอง เป็นตัวของตัวเอง (sense of self) จึงทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคน อาจจะรู้สึกว่าลูกเริ่มดื้อขึ้น พอเด็กซนเล่น ต่อหน้า ก็จะคอยห้ามทำโน่น ห้ามทำนี่ อยู่ตลอดเวลา ถึงแม้จะรู้ว่า ถึงอย่างไรลูกก็ไม่ฟังเรา และไม่ยอมทำตามที่บอก ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจขั้นตอน ของการพัฒนาการของลูก ในช่วงอายุนี้แล้ว ก็จะไม่รู้สึกโกรธ และจะไม่พยายามกล่าวคำว่า “ห้ามทำ…. อย่านะ….” อยู่ตลอดโดยไม่เป็นผล หรือจะไม่ฉุน จนเกิดการลงโทษเด็กที่ “ดื้อ” เพราะเขาไม่ยอมทำตาม ที่ผู้ใหญ่สั่งนั่นเอง เราจึงควรหาวิธีที่จะลดปัญหาความขัดแย้งนี้ลง โดยการพูด หรือแสดงออกในเชิงบวก เช่น แทนที่จะพูดว่า “อย่าจับแก้วนั้นนะ” ก็อาจจะพูดเป็น “ลูกปลามาเล่นกับแม่ที่ตรงนี้ดีไหมคะ” ก็จะทำให้เด็กรับฟังเรามากขึ้น

พัฒนาการของเด็กวัย 1 ปี 3 เดือน
  • เดินได้เอง
  • ชี้ส่วนต่างๆ ของร่างกายตามคำบอก
  • ดื่มน้ำจากถ้วย
วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
  • พูดคุย โต้ตอบ ชี้ชวนให้เด็กสังเกตของและคนรอบข้าง
  • ให้หาของที่ซ่อนใต้ผ้า
  • ชี้ให้ดูภาพ และเล่าเรื่องสั้นๆ ให้เด็กฟัง
  • ให้เด็กหัดตักอาหาร ดื่มน้ำจากถ้วย และแต่งตัวโดยช่วยเหลือตามสมควร

พัฒนาการเด็ก อายุ 1ปี 1เดือน


การยืนและเดิน ในตอนนี้เด็กหลายคนจะเริ่มเดินได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่คล่อง ยังมีท่าเดินแบบขากางๆ และได้ไม่กี่ก้าว บางคนยังอาจเพียงแค่เกาะยืน ไต่ไปตามขอบเก้าอี้โซฟา และชอบที่จะคลานไปยังที่ที่ตนเองต้องการจะไป และสามารถคลานได้เร็วมาก ซึ่งไม่ว่าลูกจะถนัดเดินหรือคลาน ก็เป็นขั้นตอนการพัฒนาการที่สำคัญอันหนึ่ง คือการที่ลูกเริ่มทำด้วยตนเอง ไม่ต้องคอยให้คนอื่นมาอุ้มเขา ไปที่ต่างๆ เหมือนแต่ก่อน ซึ่งหมายความว่า เขามีความพร้อม ที่จะก้าวไปสู่โลกกว้างด้วยตัวเองแล้ว การสำรวจและค้นพบ

ลูกจะเริ่มสำรวจสิ่งต่างๆ ที่เดิมอยู่ไกลเกินเอื้อมของเขา แต่ตอนนี้เขาสามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ เช่น อาจจะเดินมาดูลูกสุนัข และจะเอามือแตะมัน แต่พอมันเห่า หรือทำท่าจะกระโจนเข้าใส่ ก็จะกลัวถอยหนี หรือร้องไห้ให้คนมาอุ้ม ซึ่งก็เป็นการเรียนรู้ของลูกอย่างหนึ่ง หยิบจับคว้าของ นอกจากลูกจะสามารถใช้เท้าเดินได้ดีขึ้นแล้ว เขาก็ยังใช้มือทำอะไรๆได้มากขึ้นด้วย

ลูกจะเริ่มหยิบของ เอามาหย่อนใส่ลงกล่องได้ บางคนอาจจะเริ่มลากเส้นดินสอสีในมือ แต่ก็เป็นเพียงการขีดเขียนทั่วไป ไม่เป็นรูปร่างอะไรนัก แม้ว่าเด็กบางคนอาจจะจับช้อนทานข้าวได้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำท่าป้อนอาหารให้ตนเองได้ เริ่มโตช้าลง และทานอาหารน้อยลง คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะหงุดหงิดที่พบว่า ลูกในวัยนี้ มีพฤติกรรมการทานอาหารเปลี่ยนไปจากเดิม ที่เคยทานอย่างว่าง่าย ป้อนเท่าไรก็เอาหมด กลายเป็นทานยากขึ้น และดู “อิ่ม” เร็ว เอามือปัด หรือปิดปาก แม้เพียงเพิ่งเริ่มป้อนได้ไม่กี่คำ

ในช่วงต้นอายุ 1 ขวบนี้ โดยทั่วไป เด็กจะมีน้ำหนักตัวเป็น 3 เท่า ของน้ำหนักแรกเกิด และสูง (ยาว) ขึ้นจากตอนแรกเกิด ประมาณ 25 ซ.ม. ขณะที่จาก 1 ขวบ ถึง 2 ขวบ น้ำหนักจะขึ้นช้าลง เพราะเด็กจะเริ่มมีไขมันสะสมน้อยลง และกล้ามเนื้อจะแน่นขึ้น และเป็นธรรมดา ที่เด็กจะมีพฤติกรรมการทานอาหาร ที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง เป็นช่วงๆ บางช่วงอาจทานข้าวได้ดี แต่ทานนมน้อยลง บางช่วงจะดูเหมือนเบื่อข้าว เอาแต่นม ซึ่งถ้าเด็กยังทานอะไรบ้างในแต่ละวัน และไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยอะไร ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่ทำใจให้สบาย และคอยดูอยู่ห่างๆ เพราะเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง ก็จะทานอาหารเอง ตามที่เขาอยากจะทาน (แต่อาจจะไม่ได้ตามที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการ) ขออย่าได้พยายามยัดเยียด หรือจับกรอก จนเด็กกลัวและเกิดการต่อต้านในที่สุด

การติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ เด็กเริ่มจะมีคำพูดเป็นคำๆ ที่มีความหมาย เช่น มามา (แม่) หรือ ยายา ( ยาย หรือย่า) ฯลฯ ได้ และแม้ว่าลูกจะยังพูดได้ไม่กี่คำ แต่ก็จะมีวิธีการ ที่จะบอกให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่า เขาต้องการอะไร เช่น ชี้นิ้วให้วางเขาลงที่พื้น เมื่อต้องการลงพื้น หรือดึงมือ ดึงเสื้อคุณเมื่อเขาต้องการให้คุณสนใจเขา และเขาดูจะฟังคุณพูดรู้เรื่องได้ดีพอควร เวลาคุณเล่นกับเขา หรือบอกให้เขาทำอะไร เมื่อใช้คำพูดง่ายๆกับเขา “ ไหน…ขอลองดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้น…ถ้า….”

ลูกดูจะเป็นนักทดลองตัวน้อย เขากำลังเรียนรู้ ดูปฏิกิริยาโต้ตอบของสิ่งของ หรือคนรอบข้าง ดูว่าจะเป็นอย่างไร….ถ้า….เช่น ลองเอาถ้วยปล่อยลงพื้น, หรือลองเอามือละเลงอาหารที่อยู่ในจานตรงหน้า…ลูกจะคอยสังเกตดูว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาทำอย่างนั้น และเนื่องจากความจำของลูกนั้นยังไม่พัฒนาอย่างเต็มที่ ลูกจึงชอบที่จะทำสิ่งนั้นๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

วัคซีนป้องกันโรค วัย 1 ขวบนี้ จะมีวัคซีนที่สำคัญอีกหลายอย่าง ที่จะต้องให้ในช่วงนี้ ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบญี่ปุ่น ซึ่งต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1- 2 อาทิตย์ และมีวัคซีนพิเศษ ที่ให้เลือกทำได้ ได้แก่วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส (ตั้งแต่อายุ 1 ปี ขึ้นไป) สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการป้องกันลูกจากโรคอีสุอีใส และที่ช่วงอายุ 12 - 15 เดือน จะมีวัคซีนป้องกันโรคหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม อีก จึงควรปรึกษาแพทย์ ที่ดูแลลูกเรื่องวัคซีนเหล่านี้ ตามเกณฑ์อายุของเขา (ดูในบทวัคซีนป้องกันโรค)

พัฒนาการของเด็กปกติ

  • เดินจากเครื่องเรือนอันหนึ่ง ไปยังเครื่องเรือนอีกอันหนึ่ง ที่วางห่างกัน 1-2 ก้าวได้
  • เดินเข็นรถไปได้ประมาณ 10-15 ซ.ม.
  • เดินได้เองโดยยังยกแขนสูง
  • โยนลูกบอลได้
  • ต่อก้อนไม้สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ได้ 2 ก้อน
  • ค้นหาวัตถุที่ซ่อนไว้ใต้ผ้าผืนหนึ่งในสองผืนได้
  • เลียนแบบคว่ำขวดเทเพื่อเอาลูกเกดที่อยู่ในขวด
  • เลือกวัตถุตามสั่งได้ถูกต้อง 2 ชนิด เช่น ลูกบอล, รถยนต์
  • สามารถเปล่งเสียงโต้ตอบโดยการออกเสียงสูงต่ำ
  • ใช้คำพยางค์เดียว ได้ 2 คำ เช่น หม่ำ, ไป
  • สามารถบอกชื่อวัตถุได้ถูกต้องเมื่อถามว่า "นี่อะไร"
  • ดื่มน้ำจากถ้วยแก้วโดยไม่มีการช่วยเหลือ แต่ส่วนใหญ่ยังหกอยู่ และวางคืนที่เดิมได้
  • ใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากได้ แต่ยังมีอาหารหกมาก
  • ถอดถุงเท้า หรือหมวกได้
  • สามารถยื่นของเล่นให้แม่ เมื่อแม่พูดว่า "ให้แม่, ขอของหนูบ้าง"

การฝึกกระตุ้นพัฒนาการ


  • วางเก้าอี้หรือโต๊ะเป็นมุม ให้ห่างกัน 1-2 ก้าว และวางของเล่นที่ลูกสนใจ ไว้บนโต๊ะ บอกให้ลูกเดินจากเครื่อนเรือนอันหนึ่งไปยังอีกอันหนึ่ง โดยเอื้อมมือไปเกาะก่อนแล้ว ก้าวขาตามไป เป็นการเปลี่ยนที่เกาะพยุงจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
  • ส่งลูกบอลให้ลูกถือ คุณแม่ช่วยจับแขนลูกโยนลูกบอลไปยังคุณพ่อ 2-3 ครั้ง ถ้าลูกปล่อยลูกบอลไปได้ให้ชมทุกครั้ง ต่อจากนั้นส่งลูกบอลให้ลูก แล้วบอกให้ลูกโยนเอง
  • แสดงวิธีการต่อก้อนไม้ให้ลูกดู แล้วรื้อแบบออก ยื่นก้อนไม้ให้ลูก 1 ก้อน แล้วบอกให้ลูกทำตาม
  • ปูผ้า 2 ผืนไว้ใกล้ๆ กันบนโต๊ะ เอาของเล่นซ่อนไว้ใต้ผ้าผืนที่หนึ่ง แล้วให้เด็กหา ทำหลายๆ ครั้ง หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นซ่อนไว้ใต้ผ้าผืนที่สองบ้าง
  • ใส่ลูกเกดในขวดแสดงวิธีเอียงขวดคว่ำปากขวดลง เพื่อให้ลูกเกดหล่นออกมา ลองให้ลูกทำตามเมื่อลูกเทลูกเกดออกมาได้ ให้ลูกเกดเป็นรางวัล ถ้าลูกทำไม่ได้ ให้คุณแม่จับมือลูกเทขวดแล้วจึงปล่อยให้ลูกทำเอง
  • เล่านิทานง่ายๆ ประกอบโดย ทำเสียงสูงๆ ต่ำๆ เช่น สุนัขเห่า "โฮ่งๆ" แมวร้อง "เหมียวๆ"
  • ในเวลารับประทานอาหารก่อนป้อนข้าว พูดคำว่า "หม่ำๆ" เมื่อแต่งตัวเสร็จให้พูดคำว่า "ไป" ก่อนแล้วพาเดินออกจากห้อง
  • ใช้สิ่งของที่ลูกคุ้นเคย เช่น ตุ๊กตา, นม หยิบของเล่นให้ลูกดูถมาว่า "นี่อะไร" รอให้ลูกตอบ ถ้าลูกไม่ตอบ ให้บอกลแะให้ลูกพูดตามแล้วถามซ้ำ จนตอบได้

อุปกรณ์ / ของเล่น
  • รถของเล่น
  • ลูกบาศก์
  • รถเข็น
  • ถ้วยที่วางคว่ำซ้อนกันได้
  • ผ้า 2 ผืน
  • ขวดเล็กๆ
  • หนังสือรูปภาพสัตว์
  • ลูกบอล
  • ขวดนม

โดย สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี